Home > music update

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด – Gibson ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1,500 ล้าน

ในขณะที่ Gibson กำลังดิ้นรนหาทางเคลียร์หนี้ก้อนมหึมา 16,000 ล้านบาทที่จะครบกำหนดชำระในปลายเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่ง Gibson ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการขายทรัพย์สินบางส่วน เช่น อาคารโรงงานทำกีตาร์ ES ที่เมมฟิส, ตึกเก่าโรงงานเปียโน Baldwin รวมไปถึงขายแบรนด์ลูกบางแบรนด์ (ประเดิมด้วย CakeWalk) เพื่อหาเงินสดมารักษาสภาพคล่องต่อลมหายใจในการดำเนินกิจการ ซึ่งก็ยังมีอีกหลายอย่างที่กำลังเร่งดำเนินการ ก่อนจะถึงเวลาใช้หนี้ซึ่งเหลือไม่ถึงสองเดือน คลิกที่นี่เพื่ออ่านเกี่ยวกับประเด็น Gibson ใกล้ล้มละลายครับ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ากิบสันอาจจะมีหนี้เพิ่มอีกพันกว่าล้านบาท จากการถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายโดย supplier รายหนึ่งที่เพื่อนๆ อ่านแล้วคงร้องอ๋อ   หนี้ก้อนเดิม Gibson ก็กระอักอยู่แล้ว ยังมีใครมาฟ้องอีก? โจทย์ผู้ยื่นฟ้องร้อง Gibson คือ บริษัท Tronical GmbH ของเยอรมนี บริษัทนี้ก็คือผู้คิดค้นระบบลูกบิดอัติโนมัติในนาม Min-ETune ซึ่ง Gibson ก็สั่งซื้อมาติดตั้งในกีตาร์บางรุ่นอยู่หลายปี ก่อนจะสั่งให้ผลิตให้โดยปั๊มแบรนด์ใหม่ ชื่อ G-Force เมื่อปี 2015 Wall Street Journal รายงานว่า Tronical ยื่นฟ้องกิบสันต่อศาลในเมือง Hamburg

Read More

กลุ่มทุนใหญ่ เตรียมซื้อกิจการ Gibson

จากตอนที่แล้ว ที่ผมอัพเดทสถานการณ์ทางการเงินสุดย่ำแย่ของ Gibson ซึ่งมีหนี้ค้างชำระสูงถึง 16,400 ล้านบาท และจะถึงวันครบกำหนดชำระส่วนแรกในวันที่ 23 กรกฎาคมปีนี้ หรืออีกเพียงสี่เดือนข้างหน้า สิ่งที่กิบสันกำลังทำอยู่ตอนนี้คือเร่งขายสินทรัพย์ต่างๆที่มีอยู่ เช่น โกดังเก่าของแบรนด์เปียโน Baldwin ที่ Nashville (ในรูปข้างล่าง) ขายไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วในราคา 6.4 ล้านเหรียญ โรงงานผลิตกีตาร์ไลน์ ES ที่ Memphis ขายไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วในราคา 14 ล้านเหรียญ รวมถึงขายกิจการในเครือด้วย อันนี้แค่ยกตัวอย่างบางส่วน รายละเอียดความยุ่งเหยิงทั้งหมดนั้น เพื่อนๆ ดูจากบทความตอนที่แล้วนะครับ https://www.nashvillepost.com/business/development/article/20982812/gibson-property-in-the-gulch-sells-for-64m กิบสันยังคงต้องขายสินทรัพย์ออกไปอีกเยอะเพื่อเร่งระดมทุนหาเงินใช้หนี้ กลายเป็นช่วงโปรโมชันเซลขายกิจการไปแล้ว แต่ถ้าขายนั่นลดนี่แล้วยังไม่รอด ทั้งบริษัทต้องมีสถานะล้มละลายรอขายทอดตลาดล่ะ ใครจะมาซื้อ? ตัวเก็งเริ่มมีแง้มๆบ้างแล้ว โดยสื่อต่างประเทศเสนอข่าวกลุ่มทุนจีนเตรียมเข้าซื้อกิจการของกิบสัน จีนจริงเดะ? ยังไง? ท่ามกลางหยาดเหงื่อและฝุ่นควันที่ฟุ้งตลบจากการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของแบรนด์กีตาร์อายุ 116 ปีท่ี่อเมริกา เว็บไซต์ Digital Music News รายงานว่าทางฝั่งเอเชียมีกลุ่มทุนที่ไม่เปิดเผยตัวตนจากแดนมังกรกำลังจับจ้องมองสถานการณ์ของอีกฝั่งทวีปอยู่อย่างใจเย็น พวกเขาที่มีความพร้อมทุกด้าน ทั้งเงินทุนมหาศาลและแผนการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่พร้อมใช้อยู่ในมือ สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็แค่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม เมื่อกิบสันเดินถึงปากเหวแต่ยังไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ทันและผิดนัดชำระหนี้สิน (default) กิบสันต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลายตามกฎหมายซึ่งจะมีการประกาศขายสินทรัพย์เลหลังตามมา เมื่อถึงตอนนั้นก็... ใช่ครับ

Read More

Gibson ปลดพนักงาน Custom Shop, ขายบริษัทลูก – ความหวังริบหรี่หนี “ล้มละลาย”

  ถ้าไม่นับเรื่อง PRS Silver Sky แล้ว เรื่องอื่นๆ ในแวดวงกีตาร์ที่ผมสนใจในช่วงนี้ เห็นทีจะหนีไม่พ้นเรื่องสภาวะทางการเงินของกิบสันที่ย่ำแย่สาหัสใกล้ล้มละลายที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อเดือนที่แล้ว กิบสันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เล่าแบบสรุปบ้านๆ กิบสันกู้เงินจากธนาคารและขายตราสารหนี้หรือหุ้นกู้เพื่อระดมเงินมาลงทุน ซึ่งการหาเงินลงทุนด้วยวิธีนี้ก็จะมีการชักชวนโดยโฆษณาแผนการลงทุนต่างๆนาๆ ใครที่สนใจร่วมลงทุนก็จะซื้อหุ้นกู้นี้แล้วรอรับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามที่โฆษณาไว้  การระดมทุนแบบนี้กิบสันก็มีสถานะเป็นลูกหนี้ และต้องนำเงินที่นักลงทุนเขาไว้วางใจให้มานั้นไปลงทุนทำธุรกิจต่างๆ ตามแผนการลงทุนที่ประกาศไว้ตอนขายหุ้นกู้ เพื่อให้เกิดกำไรงอกเงยและมีเงินมาใช้หนี้ + จ่ายผลตอบแทนให้นักลงทุนภายในเวลาที่กำหนด แต่ถึงตอนนี้ เพื่อนๆ คงเดาออกแล้วใช่ไหมครับ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร? ใช่ครับ กิบสันเอาเงินไปลงทุนแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จครับ ก็เลยไม่มีเงินพอใช้หนี้ที่ยืมมาจากนักลงทุน ซึ่งหนี้สินของกิบสันมีจำนวนสูงถึง 522 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 16,400 ล้านบาท!! โดยเป็นเงินกู้จากธนาคาร 145 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งมีกำหนดชำระคือวันที่ 23 กรกฎาคม 2018 และตราสารหนี้อีก 377 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ต้องชำระช่วงต้นเดือนสิงหาคมปีนี้เช่นกัน หรือนับจากวันนี้ก็เหลือเวลาอีกประมาณ 4 เดือนที่จะต้องหาเงินมาใช้หนี้ให้ทัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านการลงทุนชื่อดัง 2 สำนัก เริ่มจาก S&P (Standard and Poor) ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของ

Read More