Key takeaways
- SE CE 24 Standard Satin ลุคใหม่ ใส่บริดจ์ Stoptail
- scale length 25 นิ้ว เท่ากับรุ่น Custom 24
- โทนเสียงต่างจากรุ่นมีคันโยก
- ตัวเบา
- ราคาก็เบา เพียง 19,950 บาท (10/2025)
เชื่อว่าหลายคนที่สนใจหรือได้ครอบครองกีตาร์แบรนด์ Paul Reed Smith จะคุ้นเคยกับกีตาร์รูปทรง double cutaway, 24 เฟรท, มีคันโยก (เช่นรุ่น Custom 24) นอกจากนี้ก็จะมีบางรุ่นที่มี 22 เฟรท ซึ่งอย่างหลังนี้บางรุ่นมีออพชันบริดจ์เป็นแบบไม่โยก (fixed bridge) ที่เรียกว่า Stoptail เพิ่มเติมด้วย
ตัวอย่างกีตาร์ PRS กับบริดจ์แบบต่างๆ เช่นรูปนี้ สำหรับรุ่น Custom 24 (ตัวสีเขียว) ก็คงเป็นภาพติดตาของแบรนด์นี้ไปแล้ว ว่าถ้ามี 24 เฟรทจะต้องมากับบริดจ์คันโยก ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรเพราะในตลาดมันก็มีแต่แบบนี้จริงๆ

แต่รู้หรือไม่ว่า PRS ยังมีอีก configuration อีกแบบหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันสำหรับยี่ห้อนี้ นั่นคือแบบที่มี 24 เฟรทแต่บริดจ์เป็น Stoptail นั่นเอง
PRS 24 เฟรท กับบริดจ์แบบ Stoptail มีด้วยเหรอ?
มีครับ และเพื่อนๆ อาจเคยเห็นผ่านตามาแล้วก็เป็นได้ เพียงแค่อาจไม่รู้ว่ามันคืออะไร ลองดูตัวอย่างจากพวกเขาครับ

(Photo credit: pinterest.com)

Photo Credit: Bright Light Digital Art

Photo credit: TDC Photography

Photo credit: alamy.com

Photo credit: prsguitars.com
ถึงแม้ศิลปินจะใช้กันหลายคน แต่ก็ไม่ใช่ว่า PRS หวงไว้ให้ผลิตเฉพาะศิลปินใช้แต่อย่างใด เพราะอันที่จริงมันเคยมีเป็น option ของรุ่น Custom 24 ที่ผลิตในช่วงยุค 90s – 2000s แต่ด้วยเหตุผลบางประการ สุดท้าย PRS ก็ยกเลิกออพชันนี้จากสายการผลิตหลัก (แต่มีนำเสนอในแบบ Core limited edition หรือไม่ก็ Private Stock) ดังนั้นจะว่า PRS แบบนี้เป็น rare item ก็คงไม่ผิด ครั้งสุดท้ายที่มีในสายการผลิตแบบ mass production ก็คือรุ่น SE Tim Mahoney กับ SE Clint Lowery ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งก็เลิกผลิตไปสิบกว่าปีแล้ว แม้แต่ผมเองทำกลุ่ม PRS Thailand มา 6-7 ปี สมาชิกหลักหมื่น ก็เคยเห็นมีการซื้อขาย PRS แบบที่ว่านี้ไม่กี่สิบตัว
บางคนอาจบอกว่า ก็ SE Holcomb ไงที่เป็น 24 เฟรทกับ fixed bridge ซึ่งก็ถูกเป็นบางส่วน แต่ปัญหาคือ scale length ของ Holcomb เป็น 25.5 นิ้วซึ่งถ้าจะเอามาเล่นแบบตั้งสาย E standard มันจะแข็งมากเพราะถูกออกแบบมาให้ใช้งานแบบดรอปสายต่ำกว่า E standard ดังนั้น Holcomb model จึงไม่จัดอยู่ใน 24 เฟรท + stoptail ที่ใช้งานกับดนตรีปกติทั่วไป

ในฐานะที่ผมอยู่กับกีตาร์ยี่ห้อนี้มาหลายปี แต่ไม่ชอบใช้กีตาร์มีคันโยก จึงเลือกใช้แต่ PRS รุ่นที่ติดบริดจ์แบบบ Stoptail และเจาะจงใช้แต่แบบนี้มาหลายต่อหลายรุ่น ทั้งๆ ที่บางครั้งก็ไม่ได้ชอบกีตาร์ตัวนั้นเท่าไหร่หรอก แต่ต้องใช้เพียงเพราะ “ผมอยากใช้กีตาร์แบบ fixed bridge” ตลอดเวลาที่ผ่านมากับกีตาร์ยี่ห้อนี้ ผมเฝ้ารอให้มีรุ่น 24 เฟรทที่เป็น fixed bridge มาหลายปี จนเมื่อผมทราบข่าวว่า PRS จะกลับมาผลิตกีตาร์แบบ 24 เฟรท + stoptail ในตระกูล SE CE ก็ต้องบอกว่ารู้สึกแปลกใจและดีใจมาก เพราะเป็นการรวม 2 สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ PRS ไว้ในกีตาร์ตัวเดียว (fixed bridge + SE CE) จึงตั้งตารอที่จะได้ทดสอบและเขียนรีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน
ผมเคยรีวิวกีตาร์รุ่นนี้ในเวอร์ชั่นที่เป็นคันโยกมาก่อน สำหรับคนที่สนใจก็เข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ
บริดจ์ Stoptail กับจำนวนเฟรท 24 ช่อง มันน่าสนใจยังไง?
Stoptail bridge ของ PRS นั้น มีแง่มุมที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น tuning stability ดีมาก มันไม่เพี้ยนง่ายเพราะไม่มีกลไกอะไรให้เสี่ยงทำสายเพี้ยน ตั้งสายก็ง่าย นึกอยากจะดรอปสาย 6 ก็ดรอปได้เลยโดยสายที่เหลือไม่เพี้ยนตาม และดูแลรักษาง่าย ซึ่งก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับเจ้าอะไหล่ชิ้นเล็กๆ นี้อีกหลายแง่มุม ซึ่งผมจะอธิบายไปตามลำดับครับ
ส่วนเฟรท 24 ช่องดียังไงนั้นผมคงไม่ต้องอธิบาย เพราะเห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าเฟรทเยอะกว่า ก็มีโน้ตให้เล่นครบ 2 octaves ทุกสาย แม้เพลงส่วนใหญ่จะใช้ไม่ถึงช่องที่ 24 แต่เท่าที่ซาวเสียงในกลุ่มมาหลายคนก็ชอบ 24 มากกว่า 22 บางคนบอกว่ามี 24 ไว้เผื่อใช้ก็ยังอุ่นใจกว่าจะใช้แล้วไม่มี ส่วนตัวผมแม้ไม่ซีเรียสเรื่อง octave frets แต่ก็ขอเสริมข้อมูลด้วยว่า PRS รุ่น 24 เฟรทยังได้เปรียบเรื่องการเล่นเฟรทในๆ เพราะกดเฟรทที่ 22 ได้สะดวกโดยที่ไม่ต้องเอื้อมมืออ้อมมาด้านหน้า
PRS 24 เฟรท Stoptail รุ่นใหม่ มีอะไรน่าสนใจบ้าง
สำหรับ 24 ตัวใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวนี้ คือรุ่น SE CE 24 Standard Stoptail Satin ซึ่งโดยพื้นฐานมันก็คือ SE CE 24 Standard บอดี้มาฮอกกานีล้วน คอเมเปิล ต่อคอด้วยสกรูสี่ตัว มี 24 เฟรท แต่เปลี่ยนจากบริดจ์คันโยกมาเป็น Stoptail แทน เกิดเป็นกีตาร์ PRS รูปแบบใหม่ เพราะนอกจากจะเป็น 24 เฟรท + Stoptail แล้ว มันยังมาในการเข้าคอแบบ bolt on อีกด้วย ซึ่ง construction แบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนในสายการผลิตแบบ mass production
จากการที่ผมใช้ PRS แบบ bolt-on maple neck มาหลายตัว พบว่ามีความ snappy เสียงคม เด้งใส สว่าง ชัด เคลียร์ จะไม่ออกอุ่นหรือทึมแบบที่ PRS ที่เป็นรุ่น set neck ส่วนใหญ่เป็นกัน
และเมื่อมันเป็นตระกูล SE CE (คอ bolt-on) ซึ่งราคาจะต่ำกว่าพวกรุ่นที่เป็น set neck (เช่น SE Custom) อยู่แล้ว ระบบคันโยกอะไรซับซ้อนก็ไม่มี ผลิตง่าย จึงทำให้ SE CE 24 Standard Stoptail Satin เป็นกีตาร์ที่ค่าตัวที่ถูกที่สุดรุ่นนึงของแบรนด์ PRS ในตอนนี้ ทั้งหมดนี้จึงทำให้มันเป็นกีตาร์ PRS ที่น่าสนใจมากครับ

สเปค
- Model: SE CE 24 Standard Stoptail Satin (2025)
- Construction : bolt-on
- Body : mahogany, 2 – 3 pieces (2 for the test guitar), finished in thin nitro satin without grain filling
- Top wood : none
- Neck : 2 pieces maple, scarfed joint underneath the headstock, satin finish
- Neck profile : wide thin
- Scale length : 25″
- No. of frets : 24 medium-jumbo
- Fingerboard wood : rosewood
- Fingerboard inlay : birds
- Fingerboard binding : none
- Headstock veneer : black
- Headstock text : PRS SE signature
- Truss rod cover text: CE
- Tuners : SE non-locking, wing buttons, black
- Bridge : PRS Stoptail with brass inserts
- Pickups : PRS 85/15 “S”
- Pickup rings: SE contoured, black
- Electronics : 3 way toggle, 1 vol, 1 push/pull tone for coil tapping
- Control knobs : PRS Lampshade
- Hardware: nickel and black
- Accessories : PRS SE gig bag
- Colors : มี 4 สี; แดงโชว์ลายไม้ (Vintage Cherry), ดำโชว์ลายไม้ (Charcoal), ฟ้าเมทัลลิค (Ice blue metallic) (สีตัวทดสอบ), ทองเมทัลลิค (Metallic Gold) ทั้งหมดเป็นสีเคลือบด้านบางๆ
- Weight of the test guitar: 2.71 kg.
- ราคา 19,950 บาท (10/2025)
Construction
เริ่มจากดีไซน์บอดี้ที่เป็นทรง double cut away ที่พวกเราคุ้นเคยจากรุ่น Custom 24 แต่ความแตกต่างหลักๆ คือมันเป็นไม้มาฮอกกานีล้วนๆ 2 – 3 ชิ้น (ตัวที่ทดสอบใช้ไม้เพียง 2 ชิ้น) ไม่มีไม้เมเปิลผสม ไม่แปะวีเนียร์ลายเฟลม แต่ถึงแม้จะไม่แปะไม้ท็อปเมเปิลเลย มิติของบอดี้ก็เท่ากับรุ่น SE CE 24 แบบมีท็อปเมเปิลนะครับ



ส่วนหัวด้านหน้าแปะวีเนียร์สีดำส่วนหัวด้านหน้าแปะวีเนียร์สีดำ ฝา truss rod cover สกรีนคำว่า CE เพราะกีตาร์รุ่นนี้ก็คือสมาชิกในตระกูล SE CE ฟิงเกอร์บอร์ดทำจากไม้ rosewood เรเดียส 10 นิ้วตามสูตรของค่ายนี้ อินเลย์ก็เป็นนกทำจากพลาสติกตามปกติของ SE ส่วนใหญ่


ส่วนคอทำจากไม้เมเปิลขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีต่อไม้ที่เรียกว่า scarfed joints ประกอบกันให้เป็นคอกีตาร์ก่อน จากนั้นจึงยึดเข้ากับส่วนบอดี้ด้วยสกรูจำนวน 4 ตัว ยึดกับเพลทคอสีดำ (bolt-on maple) เชพคอเป็นแบบบาง (Wide Thin) และเคลือบด้าน ดูเป็นมิตรกับการเล่นเร็ว
SE CE 24 Standard Satin Stoptail มากับความยาวสเกลแค่ 25″ เท่ากันกับรุ่น Custom 24 และอีกมากมายหลายรุ่นในค่ายนก ไม่ได้หดสั้นแบบ McCarty 594 หรือยืดออกอย่าง Mark Holcomb สิ่งที่ผมจะสื่อก็คือ ถึงมันจะเป็นแบบ fixed bridge ดูแปลกตา แต่ความยาวช่วงสายมันก็เท่ากับรุ่น Custom 24 ธรรมดาๆ นี่เอง
เลื่อนสายตาลงมาดูบริเวณ neck joint มีการออกแบบให้ฐานคอมีความบางและโค้งมน ไม่มีมุมแหลมทิ่มแทงมือ ซึ่งส่วนนี้ผมต้องยอมรับว่า CE ปีใหม่ๆ คิดใหม่ทำใหม่ให้เป็นมิตรต่อการใช้งานได้ดีกว่าปีเก่า





จากการลูบๆ คลำๆ แบบยังไม่เสียบแอมป์ น่าสังเกตว่าสาย 10 – 46 จูน E standard มาจากโรงงาน ให้ความตึงสาย (string tension) ที่ตึงมือกว่าเวอร์ชั่นคันโยกประมาณนึง อาจไม่มาก แต่ตึงกว่าแน่นอน
Electronics
ในส่วนของภาคไฟฟ้า ก็ มากับปิ๊กอัพชุด 85/15 ‘S’ ที่ดูเผินๆ นึกว่าปิคอัพรุ่น TCI ‘S’ เพราะดันใส่กรอบปิคอัพแบบเดียวกับกีตาร์รุ่น SE Paul’s Guitar ปิคอัพเซ็ทนี้ก็เป็นผลงานของผู้ผลิตเจ้าเก่าจากเกาหลี G&B Pick-ups

วัดค่า DCR ตำแหน่ง bridge 7.84k และ 7.39 ที่ตำแหน่ง neck ซึ่งถือว่าเป็นปิพอัพเอาท์พุทต่ำตามสไตล์ PRS ยุคปัจจุบัน คอนโทรลมี toggle switch 3 ทางสำหรับเปลี่ยนตำแหน่งปิคอัพ เรียบง่ายใช้สะดวกรวดเร็ว วอลุ่มกับโทนอย่างละอัน โทนดึงขึ้นเพื่อตัดคอยล์ได้


การตัดคอยล์ของ PRS SE CE จะเป็นแบบ tap คือลด output คอยล์ตัวนอกลงไปบางส่วน แต่ไม่ได้ตัดตัดหายไปเลยทั้งคอยล์ ทำให้ได้เสียงตัดคอยล์ที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ วอลุ่มไม่ลดวูบมาก ประสิทธิภาพการรักษาระดับวอลุ่มสู้รุ่น SE Paul’s Guitar ไม่ได้ แต่ก็ดีพอสำหรับการใช้งานจริง ที่ volume pot มีการต่อ treble bleed capacitor เอาไว้ เพื่อให้ย่านแหลมไม่อับทู่ลงไปเมื่อลดวอลุ่ม
pots และปิคอัพยังผลิตที่เกาหลีเหมือนเดิมอย่างที่ใช้บริการมายี่สิบกว่าปี ไม่ได้เปลี่ยนตามตัวกีตาร์แต่อย่างใด

Hardware
ในส่วนของอะไหล่ก็สวยงามตามมาตรฐาน PRS SE ยุคใหม่ เช่น ลูกบิดแบบใหม่ ใบปีกนก (PRS wing buttons) วัสดุพลาสติกสีดำน้ำหนักเบา จุดยึดลูกบิดยังอยู่ในมุมเฉียงเหมือนเดิม (ไม่ได้เปลี่ยนไปใช้จุดยึดเดียวกับ Core Series เหมือนอย่าง S2 สเปค 2025) headstock แปะแผ่นวัสดุ facing สีดำสวยงามดูเนี้ยบ เอาตรงๆ ผมว่า headstock SE CE สวยกว่า CE ที่ผลิตอเมริกาซะอีก


กรอบปิคอัพทรงโค้งแบบเดียวกับรุ่น SE Paul’s Guitar หล่อเหลาเอาการ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่ากรอบแบบนี้ออกแบบมารับมุมพอดีกับปิคอัพแบบไม่มีฝา ลองสังเกตรูปที่ผมถ่ายให้ดู จะเห็นว่าไม่มีพื้นที่ว่างเหลือพอสำหรับใส่ปิคอัพแบบมีฝา หมายความว่าถ้าจะเปลี่ยนใส่ปิคอัพแบบนั้น ก็ต้องหากรอบคู่ใหม่มาเปลี่ยนด้วย



มาถึงไฮไลท์ของรุ่น นั่นก็คือบริดจ์แบบ Stoptail บนกีตาร์ SE CE 24 ซึ่งบริดจ์ที่ให้มานั้นเป็นแบบเดียวกับที่ติดมาในรุ่น Paul’s Guitar (ทั้ง Core และ SE) ความพิเศษของมันคือทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา กัดขึ้นรูปจากแท่งอลูมิเนียม (aluminum billet) ไม่ได้เป็นเหล็กหล่อแบบบริดจ์ Stoptail ของ SE สมัยก่อน ตรงจุดที่สัมผัสสายทั้ง 6 ตำแหน่งมีการฝังแท่งทองเหลืองลงไปเพื่อให้ contact points ของโลหะตรงนี้มี resonance สว่างสดใสจากโทนโลหะทองเหลืองแบบที่ลุงพอลชอบ เสาก็ทำจากทองเหลืองดิบๆ


บริดจ์แบบนี้แม้ไม่สามารถปรับตั้ง intonation แบบแยกสายได้ แต่ก็สามารถตั้งแบบรวมๆ โดยการใช้ประแจหกเหลี่ยมที่แถมมาในกระเป๋ากีตาร์ขันสกรูตัวเล็กที่ซ่อนอยู่ใกล้เสาไปถัดทางด้านท้ายบอดี้เพื่อปรับตำแหน่งของตัวบริดจ์ทั้งแท่งให้เลื่อน/ทำมุมชดเชยตามที่ต้องการได้ประมาณหนึ่ง แต่ที่จริง Stoptail แบบนี้ก็ออกแบบมาให้ intonated เพียงพอสำหรับการตั้งสายปกติทั่วไปอยู่แล้วนะครับ เราไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันภายใต้การใช้งานปกติ

control knobs เป็นแบบ Lampshade (ทรงโคมไฟ) สีดำใส ผมลองหมุน knobs ดู pots มีความหนืดที่พอเหมาะ ไม่เบาไป ไม่ฝืดไป อันนี้ดีมาก แต่รู้สึกสะดุดเมื่อเจอว่า volume pot นั้นถูกยึดไว้ไม่แน่นพอ บิดสุดถึง 0 หรือ 10 ตัว pot ก็ยังหมุนต่อได้ตามแรงมือที่บิด ผมจึงต้องทำการขันน็อตยึดเข้าไปอีกหน่อย (ปกติผมไม่ค่อยยุ่งกับสภาพของกีตาร์ทดสอบ แต่อันนี้ต้องแก้ไขจริงๆ ไม่งั้นใช้งานลำบากเอง)

กีตาร์ตัวทดสอบมีน้ำหนักเพียง 2.7 กิโลกรัม ถือว่าเบามาก

Finishes and accessories
กีตาร์รุ่นนี้มี 4 สี ดังนี้ครับ

(Photo credit: prsguitars.com)

(Photo credit: prsguitars.com)

(Photo credit: prsguitars.com)

(Photo credit: prsguitars.com)
ทุกสีเป็นสีพ่นบางๆ เห็นลายไม้มาฮอกกานี และเคลือบด้านบางเฉียบ อันนี้ดีมาก เพราะสีกับชั้นเคลือบยิ่งบางเท่าไหร่ เสียงจากไม้ก็ยิ่งดังชัดขึ้นเท่านั้น และ PRS รุ่นล่างๆ ที่เป็น satin finish บางตัว ที่ผมทดสอบมา ผมว่าเสียงอคูสติกจากตัวกีตาร์ยังออกดีกว่าตัวราคาหลักหลายแสนบางตัวด้วยซ้ำ SE ตัวนี้มากับกระเป๋า SE แบบเก่า (สีเปลือกมังคุด) ยังไม่อัพเดทเป็นสีดำเหมือน SE NF 53 ที่ผมทดสอบก่อนหน้านี้ แต่ส่วนตัวคิดว่าล็อตต่อๆไป น่าจะเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งหมด

ลองเสียงหน่อย
ผมทดสอบด้วยแอมป์ PRS Archon 50 (v.2) เสียงในคลิปเป็นเสียงจริง อัดแบบ room sound จากหน้าตู้

Clean channel
ลองเสียงคลีนแก๊ก neck humbucker อืม… มันมีความกลมหนา ย่านกลางต่ำค่อนข้างเต็ม ซึ่งสร้างความแปลกใจให้ผมพอสมควรเพราะมันฟังผิดหูไปจาก SE CE 24 ทั้งสามรุ่นย่อยที่ผมเคยลองก่อนหน้านี้ (SE CE 24, SE CE Standard Satin และ SE CE 24 Sandblast Limited Edition) แต่ยังมีความเคลียร์ชัดสไตล์ CE อยู่ ไม่ถึงกับอับย่านแหลม
ลองเล่นกับก้อน overdrive โทนเหนียวๆ หน่อยฟังดูดีมาก ได้เสียงแตกก้อนที่มีความสว่างแบบมีเนื้อมีหนัง ย่านกลางต่ำที่ฟังดูเต็มกว่า SE CE 24 (รุ่นที่มีคันโยก) ผมไม่รู้จะเทียบเคียงโทนแบบนี้กับ PRS รุ่นไหน คือมันไม่ใสเท่า SE CE 24 แล้วก็ไม่หนาถึง SE Custom 24 มันมีคาแรคเตอร์โทนเฉพาะตัวที่เล่นสนุกใช้ได้ ทั้งคม ทั้งหนา ลงตัวมาก โทนของปิคอัพ neck humbucker แม้จะมีความหนามากกว่า SE CE เวอร์ชั่นคันโยก แต่ก็ถือว่ายังกระชับพอสมควร คงเป็นผลจากโครงสร้างแบบ maple bolt-on neck
ผมดึง tone ขึ้นเพื่อเปิดใช้เสียงตัดคอยล์ทั้งแก๊ก neck กับแก๊กผสม วอลุ่ม เออ แบบนี้ค่อยฟังดูมีความเป็น CE ขึ้นมาหน่อย คมขึ้น สว่างขึ้น ไบรท์ขึ้น แต่ก็อีกนั่นแหละ สว่างแต่ไม่กังวานใสเท่ารุ่นคันโยก ผมลองเปิดใช้แก๊กตัดคอยล์ผสมแล้วสับคอร์ดแนวๆ ฟังก์ดู มันก็ใช้แนวนั้นได้อยู่นะครับ ที่สำคัญตัดคอยล์แล้ววอลุ่มไม่วูบมาก อาจจะติดลบซัก 20% ก็ถือว่าเสียงตัดคอยล์ใช้งานจริงได้ดี
เออ จะว่าไป มีอย่างนึงที่ผมแปลกใจ คือปกติเวลาทดสอบกีตาร์ ผมจะไม่ค่อยใช้แก๊ก bridge pickup เดี่ยวๆ เล่น clean channel เพราะผมไม่รู้จะใช้แก๊กเสียงแหลมโด่ๆ แป๊นๆ แบบนั้นไปทำอะไร แต่ SE CE 24 Standard Stoptail Satin นี่แปลก ผมรู้สึกว่าเสียงคลีนแก๊ก bridge pickup ฟังดูโอเค ไม่ได้แหลมโดดออกมา เอาไปเล่นแบบคันทรี หรือฟีลแบบ Lynyrd Skynyrd อะไรประมาณนั้นพอได้เลย ผมคิดว่าอาจจะเพราะบริดจ์ stoptail เติมความหนาให้แก๊กนี้ เลยกลายเป็นได้แก๊ก bridge ที่เล่นคลีนแล้วฟังดูลงตัวซะงั้น
ผมชอบ SE รุ่นนี้อีกอย่าง คือเสียงอคูสติกในตัวมันเปล่งออกมาชัดใช้ได้ ตอนเล่นคลีนถ้าใช้นิ้วดีด (หรือปิ๊คก็ได้ถ้าตั้งใจฟัง) จะได้ยินเสียงอคูสติกของมัน resonates กังวานออกมา มันไม่ได้เสียงแหลมสว่างที่สุด แต่มันกังวานเอาเรื่อง PRS รุ่นนี้จึงถือว่าน่าสนใจสำหรับสำหรับคนรัก tone wood ครับ
Lead channel
เทสต์ด้วยเสียงแตกจากแอมป์ PRS Archon 50 ปรับหน้าตู้ไม่ต่างไปจากตอนรีวิวกีตาร์ตัวอื่นๆ ผลออกมาชัดเจนว่า SE CE 24 Standard เวอร์ชั่น Stoptail นี้ ให้ย่านโลว์และย่านกลางที่เยอะ หนา เต็มกว่า SE CE 24 เวอร์ชั่นคันโยก มันให้โทนเสียงแตกที่หนากว่า SE CE รุ่นย่อยอื่นๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าผมจะผมดรอปสายไป C# ทาบคอร์ด เล่นริฟฟ์ palm mute หรือแม้แต่ตีคอร์ดนอก ทุกโมเมนต์ชัดเจนมากกว่าโทนเสียง SE รุ่นนี้ไปทางหนา ย่านกลางต่ำเยอะ เล่นอะไรก็ฟังดูใหญ่ดูดุไปหมด มีอยู่ช่วงนึงลองลด Middle ที่หน้าแอมป์ลง 1 ขีด ก็พบว่ามีความใกล้เคียงกับโทนที่ตัวเองใช้ประจำ คือโน้ตฟังดูเคลียร์ขึ้น ก็อนุมานได้ว่า SE CE 24 Standard Stoptail Satin นี่มีย่านกลางเพิ่มขึ้นเยอะจริงๆ แต่เมื่อ get the idea แล้ว ผมก็หมุน Middle กลับไปที่เดิม เสียงหนาก็ปล่อยให้มันหนาตามจริง เคยปรับแอมป์ไว้อย่างไรก็อัดไปอย่างนั้น เพื่อให้ได้ยินคาแรคเตอร์ที่แท้จริงของ PRS รุ่นนี้ครับ
ด้วยความหนาที่โดดเด่นกว่า SE CE รุ่นไหนๆ เมื่อเปิด overdrive เหนียวๆ หน่อยคือได้โทน blues rock ดุๆ ได้สบาย ถ้าลดเกนลงหน่อยก็ไป classic rock ได้ แต่ถ้าอัดเกนเต็มข้อก็ไปถึง nu metal ได้เลย แต่เป็นความหนาที่ยังมี clarity นะครับ ไม่ใช่ฟังดูหนาเพราะย่านแหลมอับอะไรแบบนั้น จริงอยู่ที่ปิคอัพ 85/15 ‘S’ ไม่ใช่ปิคอัพที่ output แรง และไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นเล่นแนวเมทัล (สังเกตค่า DCR ที่ผมวัด) แต่ข้อดีของมันคือมันถูกจูน EQ มาให้ย่านความถี่ค่อนข้างเป็นกลาง (neutral) หมายความว่า มันมีย่านกลางพอให้ได้ยิน (audible) กับย่านโลว์เกินค่ากลางนิดหน่อยพอให้มีเนื้อ แต่นอกจากนั้นปิคอัพรุ่นนี้ก็ย่านความถี่ไหนโดดเด่นเป็นพิเศษ มันไม่ทุ้มมาก ไม่แหลมมาก ไม่กดกลาง หรือป่องบวมอย่างพวกรุ่น 57/08 หรือ 59/09 ฯลฯ ที่ PRS เคยทำมา ไม่มืด ไม่สว่าง ดังนั้น มันจึงเปลี่ยนโทนไปตามลักษณะของตัวกีตาร์ได้อย่างง่ายดาย อย่างกรณีของ SE CE ตัวนี้เป็นกีตาร์ที่โครงสร้างให้โทนไปทางสว่าง ปิคอัพมันก็ฟังดูสว่างขึ้น และเล่นเสียงแตกได้ดีไม่มีปัญหา เพราะมันไม่มีย่านที่จะบวมหรือเบลอเมื่อถูกอัดเกนเข้าไปมากๆ นั่นเอง ข้อดีอีกอย่างของปิคอัพรุ่นนี้คือมันมีไดนามิคที่ดี หรี่วอลุ่มกีตาร์ลงจากเสียงแตกหนักก็กลายเป็นโทน crunch แตกกลางๆ ได้
ผมสนุกกับการเล่นริฟฟ์บน SE CE 24 Standard Stoptail Satin เป็นพิเศษ เพราะนอกจากโทนมันจะหนาแล้ว note clarity ก็อยู่ในเกณฑ์ดีดีด้วย ผลจากคอ maple bolt-on อย่างไม่ต้องสงสัย ในขณะเดียวกันข้อดีอีกอย่างที่รับรู้ได้ทันทีตั้งแต่ยังไม่ลองดีดคอร์ดแรก คือ เวลาผมตั้งสายดรอป ผมก็ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วเพราะสายไม่เพี้ยนตามกันทั้งคออย่างรุ่นที่บริดจ์เป็นคันโยก หย่อนสายลง ดึงขึ้นนิด นวดอีกหน่อย ลุยต่อได้เลย นี่แหละ PRS สำหรับชาวร็อคที่แท้ทรู ส่วนจะเล่นโซโล่ก็สบายกว่า PRS แบบ stoptail ตัวอื่นๆ ที่เคยใช้มา เพราะเชพคอเป็นเชพ Wide Thin คือบาง แถมเคลือบด้านด้วย จะปั่น จะถ่างนิ้วจับคอร์ดก็สบาย
นอกจากเรื่อง playability ที่ stoptail-equipped PRS ตัวนี้ได้เปรียบกว่ารุ่นติด stoptail ตัวอื่นๆ (ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็น 22 เฟรท) ก็ยังมีข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่ง คือ neck humbucker มี clarity ที่ดีกว่า เนื่องจากปิคอัพตำแหน่งนี้ของ PRS แบบ 24 เฟรทจะถูกติดตั้ง ณ ตำแหน่งที่เลื่อนมาข้างในบอดี้มากขึ้น หรือใกล้บริดจ์มากกว่ารุ่น 22 เฟรท เมื่อ neck pickup อยู่ใกล้จุดยึดสายมากกว่า มันก็รับการแกว่งของสายในช่วงที่แคบกว่า แปลว่าเสียงที่ได้จะกระชับขึ้น คมขึ้น โอกาสบวมเบลอน้อยกว่ารุ่น 22 เฟรท ยิ่งได้ไม้เมเปิ้ลเป็นส่วนคอแถมยึดด้วยสกรูแทนที่จะใช้กาว โน้ตก็ยิ่งชัดขึ้นไปอีก
ยังมีข้อสังเกตจากการเล่นเสียงแตกแบบปั่นโซโล่ ดันสายเยอะๆ คือผมรู้สึกว่าสายชุด 10-46 กับ setup ของโรงงานนั้น ให้ string tension ที่ค่อนข้างแข็ง เพราะมีช่วงนึงผมลองตั้งสายดรอป C# เชื่อหรือไม่ว่าผมได้ tension ที่แทบจะพอดีเลย ไม่ย้วยไป ไม่แข็งไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพียงข้อสังเกตของผมนะครับ ถือว่าแจ้งเพื่อทราบ จะได้รู้ไว้ว่าถ้าอยากได้สายฟีลนุ่มๆ อาจต้องเซ็ทอัพใหม่
PRS SE CE 24 Standard Stoptail Satin: เหมาะกับใคร
จัดเลยถ้าเป็น…
- คนที่ชอบฟีล snappy ของโครงสร้างแบบ maple bolt-on neck
- คนที่มองหา PRS แบบ fixed bridge แบบ 24 เฟรท ความยาวสเกล 25″
- คนเล่นบลูส์ คลาสสิคร็อค ยันแนวเมทัลริธึ่มหนักๆ เล่นริฟฟ์ เน้นๆ เบสหนาแต่โน้ตยังมีความเคลียร์ nu metal นี่เหมาะเลย
- คนที่ชอบดรอปสาย หรือเปลี่ยน tuning เป็นประจำ
- คนที่โอเคกับ string tension ที่แข็งกว่ารุ่นคันโยก
- คนที่อยากได้กีตาร์น้ำหนักเบา โดยที่ยังเป็นแบบ solid body
- คนที่ต้องการความคุ้มค่า ราคาประหยัด ดูแลง่าย
แต่อาจยังไม่เป๊ะ สำหรับ…
- คนที่ต้องใช้คันโยก
- คนที่เล่นดันสายเยอะ หรือชอบฟีลนิ่มมือแบบคันโยก
- คนที่ต้องการคาแรคเตอร์โทนไบรท์ สว่าง ใสกรุ๊งกริ๊งแบบ CE 24 เวอร์ชั่นดั้งเดิม เพราะกลไกของคันโยกจะช่วยสร้างโทนใสสว่างมากกว่า Stoptail

ส่งท้าย
สำหรับรีวิว PRS SE CE 24 Standard Stoptail Satin ของผมก็มีเท่านี้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่สนใจอยากได้กีตาร์ PRS ดีๆ คุ้มๆ ไว้ใช้สักตัว ใครสนใจก็แวะไปลองไปจัดกันได้ที่ร้าน Music Collection ผู้แทนจำหน่ายแบรนด์ Paul Reed Smith ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ค่าตัวก็ถูกแสนถูก เพียง 19,950 บาทเท่านั้นครับ
บทความรีวิวนี้ผมได้รับการ sponsored จากร้าน Music Collection ขอยืนยันว่าผมเขียนรีวิวไปตามข้อเท็จจริงทุกประการ อันไหนดีบอกดี อันไหนไม่ดีก็พูดตามตรงครับ
สนใจเกี่ยวกับแบรนด์ Paul Reed Smith ตามไปเสพข้อมูลต่อกันได้ที่กลุ่ม Facebook PRS Thailand ครับ
ขอบคุณที่ติดตามครับ
แอดมินหมู
