วันศุกร์, ธันวาคม 6, 2019
Home > SE > PRS SE Signature Models – PRS SE รุ่นไหน ของใครบ้าง? (ตอนจบ)

PRS SE Signature Models – PRS SE รุ่นไหน ของใครบ้าง? (ตอนจบ)

จากตอนที่ 2 ที่ผมได้กล่าวถึงกีตาร์ PRS SE signature models ที่รุ่นที่เปิดตัวราวๆปี 2010 ซึ่งเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงของไลน์ SE ไปแล้ว ในตอนนี้ซึ่งเป็นตอนจบผมจะพูดถึงรุ่นอื่นๆที่เหลือทั้งหมดถึงโมเดล 2019

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านสองตอนแรก คลิกอ่านได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ปี 2012 : PRS SE อัพเกรดให้ดีขึ้น

จากปี 2010 ที่ PRS SE เริ่มมีอินเลย์นกรวมถึงมีการเปิดตัวกีตาร์ SE signature หลายรุ่นติดๆกันนั้น อีกเพียง 2 ปีต่อมาก็อัพเกรดมาตรฐาน SE หมดทุกรุ่น คือปรับจากท็อปแบนๆเหมือนไม้กระดานมาเป็นท็อปที่มีความนูนเพื่อโทนเสียงที่มีมิติมากขึ้นจากการมีอัตราส่วนของไม่เมเปิลที่มากกว่าเดิม รวมถึงมีการปาดมุมบอดี้ (beveled top) ทั้งรุ่นมาฮอกกานีล้วนและรุ่นท็อปเมเปิลเพื่อให้รับกับสรีระของผู้เล่นมากขึ้น

ในส่วนของภาคไฟฟ้าก็เปลี่ยนจากสวิทช์แบบ toggle 3 ทางที่ตัดคอยล์ไม่ได้ ให้กลายเป็น blade switch 3 ทางที่ดึงปุ่ม tone เพื่อตัดคอยล์ได้ (ยกเว้นบางรุ่นเช่น SE Navarro ที่ยังเจาะจงใช้ 3 way toggle) ทำให้ PRS SE signature หลายรุ่นที่ผลิตตั้งแต่ปี 2012 ได้รับอานิสงส์นี้ด้วย ช่วยให้เล่นง่ายขึ้น ให้ซาวด์ที่กว้างกว่าเดิม

ปี 2017 : ก็ยังอัพได้อีก

ผมสังเกตว่า นับตั้งแต่ปี 2017 PRS เริ่มรุกตลาดล่างหนักขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้แต่กีตาร์โปร่งไลน์ SE ที่ดูจะไม่ขยันทำตลาดเท่าไหร่ จู่ๆ ในปี 2017 ก็เปิดตัวรวดเดียวพร้อมกัน 6 รุ่น แต่การอัพเกรดที่สะดุดตาหลายๆคนมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นลายเซ็นลุง Paul Reed Smith บนหัวกีตาร์ SE ทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่น Standard ราคาหมื่นกลางๆ ยัน SE signature ตัวละสามหมื่น รวมไปถึงกีตาร์โปร่ง SE ก็มีเหมือนกันหมด

ล่าสุดในปี 2019 ก็มีข่าวว่า PRS เริ่มมีการนำเทคโนโลยีการอบไม้ด้วยความร้อน (heat torrefaction) มาใช้กับคอกีตาร์หลายรุ่นที่เป็นไม้เมเปิลเพื่อกำจัดความชื้นของไม้ออกจากภายใน รวมถึงสร้างเสถียรภาพของไม้ ให้ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เทคโนโลยีที่เริ่มนำมาใช้กับกีตาร์แทบทุกระดับตั้งแต่ Private Stock ลงมาจนถึง SE บางรุ่นโดยมีการเปิดตัวแบบ limited run ในต่างประเทศ ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าอาจจะผลิตกีตาร์ไลน์ SE แบบ mass production ต่อไปในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ในปี 2019 ก็ยังมีการเปิดตัว SE Paul’s Guitar กีตาร์ที่ใช้เทคโนโลยีการตัดคอยล์คล้าย Paul’s Guitar USA ราคาแสนกว่าบาท ซึ่งเป็นลูกเล่นใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในไลน์ SE

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาสินค้า ยกระดับมาตรฐานการผลิตของกีตาร์ PRS SE ให้ดียิ่งขึ้นไป ในส่วนของกีตาร์ในกลุ่ม SE signature models นั้นเราคงต้องคอยดูกันต่อไปว่าจะมีอะไรน่าสนใจออกมาอัพเกรดกันอีกบ้างในอนาคต แต่แค่รุ่นที่ขายอยู่ทุกวันนี้ผมว่ามันก็ดีมากแล้วนะครับ ถ้าตอนที่ผมหากีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน SE เป็นอย่างวันนี้ ก็คงจะดีไม่น้อย

PRS SE signature models ตอนที่จบ เหลือรุ่นลายเซ็นของใครบ้าง

  • SE Bernie Marsden (Whitesnake) (2012 – 2016)
  • SE Clint Lowery (Sevendust) (2012 – 2016)
  • SE Marty Friedman (2014 – 2015)
  • SE Mark Holcomb (Periphery) (2016 – ปัจจุบัน)
  • SE Chris Robertson (Black Stone Cherry) (2018 – ปัจจุบัน)
  • SE Schizoid (Jakko Jakszyk signature) (2019 limited edition)

PRS SE Bernie Marsden (Whitesnake)
(2012 – 2016)

รุ่นใหญ่ รุ่นเก๋า Bernie Marsden
backplate ยาวๆ ตาม control layout
บอดี้หนาพิเศษ control layout เป็น vol+vol+tone สไตล์ Gibson Explorer
headstock ทำสีดำ ลูกบิดใช้แบบวินเทจ แถม binding ฟิงเกอร์บอร์ดสีครีม ไม่ต้องเดาเลยว่าเอาแบบมาจากไหน
  • Body : extra thick mahogany, Singlecut shape
  • Top : beveled maple top with flamed maple veneer
  • Top binding : plastic, cream
  • Neck : mahogany
  • Neck profile : wide fat
  • Scale length : 24.5″
  • No. of frets : 22
  • Fingerboard : rosewood
  • Fingerboard inlay : birds
  • Fingerboard binding : plastic, cream
  • Headstock veneer : none
  • Headstock text
    • SE Bernie Marsden and Marsden 53/10 limited : SE Bernie Marsden
    • SE Bernie Marsden 2018 limited edition : Pau Reed Smith signature
  • Truss rod cover text
    • SE Bernie Marsden and Marsden 53/10 limited : PRS
    • SE Bernie Marsden 2018 limited edition : SE Bernie Marsden
  • Tuners : vintage style, non locking
  • Bridge : SE stoptail
  • Pickups
    • SE Bernie Marsden and 2018 limited edition : SE 245 set
    • SE Bernie Marsden 53/10 limited edition : PRS USA 53/10 set with covers
  • Electronics
    • SE Bernie Marsden and 2018 limited edition : 3 way toggle on upper bout, 2 vol, 1 master tone
    • SE Bernie Marsden 53/10 limited edition : 3 way toggle on upper bout, 2 vol, 1 push/pull master tone
  • Control knobs : speed
  • Hardware : nickel
  • Accessories : gig bag

ปี 2012 PRS เปิดตัว SE Bernie Marsden รุ่นลายเซ็นของอดีตมือกีตาร์วง Whitesnake เจ้าของ Gibson Les Paul ปี 1959 ของแท้ตัวตำนานที่มีชื่อว่า The Beast ซึ่งกีตาร์ SE ของเจ้าตัวก็สร้างโดยใช้ The Beast เป็นแรงบันดาลใจ เริ่มจาก บอดี้หนาพิเศษ 55 มิลลิเมตร (44 back + 11 top) ท็อปเมเปิลแปะลายเฟลม คอมาฮอกกานีโปรไฟล์หนา wide fat บอร์ดโรวูด อินเลย์นก มีเส้นบายดิ้งตลอดบอร์ดและท็อป ซึ่ง SE Marsden เป็นกีตาร์รุ่นแรกของ PRS ที่ทำเส้น binding จากวัสดุภายนอกจริงๆ โดยไม่ใช้วิธีแปะเทปปิดไม้เมเปิลเอาไว้ในขั้นตอนการทำสี (scrape binding) เหตุผลที่ใช้พลาสติกสีครีมก็เพื่อให้ดูเป็น Les Paul มากขึ้นนั่นเอง

ลูกบิดวินเทจ headstock ทำสีดำ ได้อิทธิพลมาจาก The Beast เต็มๆ ปิคอัพใช้รุ่น SE 245 ความยาวสเกลยังเป็นสไตล์ SE 245 คือยาวเพียง 24.5 นิ้ว บริดจ์ SE Stoptail แต่ที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นปุ่ม knobs ซึ่งมี 3 ปุ่ม เป็น volume 2 ปุ่มแยกสองปิคอัพ และ tone รวมอีกปุ่มหนึ่ง ซึ่ง layout แบบนี้ดูคล้าย Gibson Explorer

ว่ากันว่านี่คือ SE ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งที่เคยมีมา และเป็น PRS ที่ให้ซาวด์ใกล้เคียง Gibson Les Paul มากที่สุดรุ่นหนึ่ง ผมเองเคยฟังเสียงกีตาร์รุ่นนี้ตัวเป็นๆมา ก็คิดเช่นนั้น มันให้ซาวด์ที่อ้วนหนาและหวานจนแทบไม่น่าเชื่อว่าที่ผมกำลังฟังอยู่นั่นคือ PRS ราคาหมื่นกว่าบาท และผมไม่แปลกใจเลย ที่ SE รุ่นนี้เป็นที่กล่าวขวัญถึงกันเยอะมากในต่างประเทศ จนต้องมีการผลิตซ้ำแบบ limited run อยู่หลายครั้งแม้เลิกสายการผลิตหลักไปแล้วในปี 2016 เพราะมีความต้องการกีตาร์รุ่นนี้อยู่เสมอ

คลิปนี้ Bernie Marsden เล่น original 1959 Gibson Les Paul ‘The Beast’ มูลค่าประเมินมิได้ กับ SE Bernie Marsden ราคาหมื่นกว่าบาทครับ

SE Bernie Marsden 53/10 Limited Edition

ปี 2012 PRS ได้ผลิต SE Marsden เวอร์ชันพิเศษ ติดปิคอัพรุ่น 53/10 ซึ่งเป็นรุ่นท็อปของ PRS ในขณะนั้นพร้อมติดตั้ง push/pull tone มาให้ตัดคอยล์ กีตาร์เวอร์ชันพิเศษนี้ผลิตจำนวนจำกัดแค่ 50 ตัว และมีขายเฉพาะในอังกฤษ ราคามือหนึ่งราวๆ สี่หมื่นบาท

SE Bernie Marsden Final Run Limited Edition (2016)

ในปี 2016 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของสายการผลิต SE Marsden ทาง PRS Europe ได้สั่งผลิตกีตาร์ล็อตพิเศษส่งท้ายที่เรียกว่า Final Run ซึ่งความหมายของชื่อนี้ก็คือ เป็นล็อตสุดท้ายก่อนจะเลิกสายการผลิต ซึ่งก็ใช้สเปคเดียวกันกับเวอร์ชันปกติ และขายราคาเท่ากัน แต่มีสีเพิ่มมาใหม่เฉพาะล็อตนี้ รวมมีทั้งหมด 6 สี จำนวนผลิตทั้งหมด 250 ตัว

SE Bernie Marsden Limited Edition (2017)

PRS สั่งผลิต SE Bernie Marsden อีกครั้งทั้งๆที่เลิกไลน์ผลิตไปแล้วเมื่อปี 2016 เนื่องจากยังมีความต้องการกีตาร์รุ่นนี้อยู่ กีตาร์ SE Marsden ล็อตลิมิเต็ดส่งท้ายนี้มี 3 สี คือ Vintage Sunburst, Grey Black และ Drak Cherry Sunurst และคอเคลือบ satin nitro ด้านๆ เพื่อการเคลื่อนมือที่สบายกว่าเดิม ผลิต 300 ตัว ขายในยุโรปเท่านั้น

จุดสังเกตของรุ่นลิมิเต็ด 2017 ก็คือ ที่ headstock มีลายเซ็น PRS ซึ่งเป็นการอัพเดทตามสายการผลิตของไลน์ SE ในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนชื่อรุ่นย้ายไปไว้บน truss rod cover กูดูสวยงามคล้ายกับ PRS เกรดอเมริกา

คอเคลือบซาตินครับ

SE Bernie Marsden Limited Edition (2018)

PRS Europe สั่งผลิต SE Bernie Marsden อีกครั้งทั้งๆที่เคยสั่งผลิตรุ่นลิมิเต็ดไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2017 กีตาร์ SE Marsden ล็อตลิมิเต็ด 2018 นี้มี 3 สี คือ Vintage Sunburst, Dark Cherry Sunburst and Tobacco Sunburst และคอเคลือบ satin nitro ด้านๆ เหมือนรุ่นลิมิเต็ด 2017 หัวกีตาร์มีลายเซ็นลุงพอลตามแบบฉบับ SE ปีใหม่ๆ สำหรับล็อต (น่าจะ) สุดท้ายนี้ ผลิตจำนวนสีละ 100 ตัว รวมทั้งสิ้น 300 ตัว ส่งขายตัวแทนใหญ่ๆในแถบยุโรปเท่านั้น

คู่มือนักล่า : SE สไตล์ Les Paul ที่จะกลายเป็นรุ่นตำนาน ของดีที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่งครับ

PRS SE Clint Lowery (Sevendust)
(2012 – 2016)

  • Body : all mahogany, special contour and 3-ply top binding
  • Neck : mahogany
  • Neck profile : wide fat
  • Scale length : 25.5″
  • No. of frets : 24
  • Fingerboard : rosewood
  • Fingerboard inlay : Clint Lowery special inlay
  • Fingerboard binding : white plastic
  • Headstock veneer : none
  • Headstock text : SE Clint Lowery
  • Truss rod cover text : PRS
  • Tuners : SE non-locking
  • Bridge : SE adjustable stoptail
  • Pickups : SE HFS (bridge) and SE Vintage Bass (Neck)
  • Electronics : 3 way toggle, 1 vol, 1 push/pull tone
  • Hardware : black nickel
  • Factory tuning : dropped B (C# G# E B F# B)
  • Factory string guage : 11-56
  • Accessories : gig bag
  • Colors : opaque black

ปลายปี 2012 PRS ประกาศเปิดตัว SE Clint Lowery (คลินท์ ลาวรี) รุ่นลายเซ็นของมือกีตาร์สายโลว์ทูน วง Sevendust กีตาร์ SE สายเมทัล

กีตาร์ SE รุ่นนี้ไม่ค่อยเหมือน PRS SE รุ่นอื่นๆ เท่าไหร่นัก เริ่มจากรูปทรงบอดี้ที่ดู sleek มีเอวคอดกว่า SE Custom เขาทั้งสองออกแบบใหม่เป็นปลายตัด ฟิงเกอร์บอร์ด rosewood 24 เฟรท มากับอินเลย์ดีไซน์เฉพาะรุ่นนี้ มีเส้น binding สีขาวตลอดตั้งแต่ท็อปลากผ่านฟิงเกอร์บอร์ดไปจนถึง headstock อะไหล่โลหะสีนิเกิลรมดำ และกีตาร์รุ่นนี้ก็ทำสีดำเงาทั้งตัว ลุคแบบนี้เห็นแล้วก็รู้ว่ามาแนวโหดแน่นอน

แต่ผมว่าหัวใจของกีตาร์รุ่นนี้ที่ว่าเหมาะกับดนตรีแนวเมทัล แฝงอยู่ในโครงสร้างของตัวกีตาร์มากกว่า เพราะกีตารรุ่นนี้เป็นไม้มาฮอกกานีทั้งตัวรวมทั้งคอด้วย (ถ้า SE Custom 24 คอเป็นไม้เมเปิล) โปรไฟล์คอเป็นแบบอ้วนหรือ wide fat บริดจ์เป็นแบบ stoptail ซึ่งนอกจาก SE Tim Mahoney ที่ออกมาเมื่อปีก่อนหน้า ก็มีรุ่นนี้อีกรุ่นเท่านั้นที่เป็น 24 เฟรทแต่ได้บริดจ์แบบ adjustable stoptail ซึ่งสามารถตั้ง intonation ได้ เป็นประโยชน์มากสำหรับการเปลี่ยนขนาดสายหรือเปลี่ยนการตั้งสายหลากที่หลายรูปแบบ นอกจากนี้สเกลของกีตาร์รุ่นนี้ก็ยืดออกเป็น 25.5 นิ้ว เพื่อรองรับการใส่สายใหญ่และดร็อปสายต่ำได้ดีกว่าสเกล 25 นิ้วของ PRS ดังนั้นกีตาร์รุ่นนี้จึงใส่สายชุด 11-56 และตั้งสายเป็นดร็อป B (จากสาย 1 ไป 6 : C# G# E B F# B) มาจากโรงงาน

ภาคไฟฟ้ายังใช้ปิคอัพสายร็อก SE HFS + Vintage Bass คู่กับสวิทช์ toggle แบบ 3 ทาง 1 volume 1 push/pull tone ไว้ตัดคอยล์ แต่ถึงจะใช้ปิคอัพรุ่นมาตรฐานของ SE Custom แต่ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่แตกต่าง ตั้งแต่ไม้ยันอะไหล่ไปจนถึงขนาดสายและ tuning ทำให้กีตาร์รุ่นนี้มีเอกลักษณ์เสียงที่หนาและที่ดุดันเฉพาะตัว กีตาร์รุ่นนี้ผลิตอยู่ราวๆถึงต้นปี 2016 ก็เลิกผลิตไป

คู่มือนักล่า : all mahogany ทั้งบอดี้ยันคอ รุ่นนี้ของหนัก แถมดีไซน์แหวกแนวจาก SE ทุกรุ่น ถ้าเจอราคาดีแถวหมื่นต้นๆ ก็น่าสนครับ

PRS SE Marty Friedman
(2014 – 2015)

SE Marty Friedman ถึงจะสีดำทึบๆ แต่ที่จริงเป็นท็อปเมเปิลนะครับ
  • Body : thick mahogany, Singlecut shape
  • Top : beveled maple top
  • Neck : mahogany
  • Neck profile : wide fat
  • Scale length : 25″
  • No. of frets : 22
  • Fingerboard : rosewood
  • Fingerboard inlay : Stars, synthetic
  • Fingerboard binding : white plastic
  • Headstock veneer : none
  • Headstock text : SE Marty Friedman
  • Truss rod cover text : PRS
  • Tuners : SE non-locking
  • Bridge : TonePros adjustable stoptail
  • Pickups : PRS designed
  • Electronics : 3 way toggle on upper bout, 2 vol, 2 tone
  • Control knobs : speed
  • Hardware : chrome
  • Accessories : gig bag
  • Colors : gloss black

Marty Friedman (มาร์ตี้ ฟรีดแมน) อดีตมือกีตาร์วง Megadeath ผู้มากด้วยความคิดสร้างสรรค์ ได้มีกีตาร์รุ่น SE ของตัวเองเมื่อปี 2014 หลังจากที่ใช้ PRS SC 245 ตัวอเมริกาอยู่หลายปี

สำหรับ SE รุ่นลายเซ็นของตัวเองนั้นก็แน่นอนว่ารับอิทธิพลมาจาก SC 245 ตัวอเมริกา เริ่มจากทรง Singecut บอดี้มาฮอกกานีหนาๆ แปะท็อปเมเปิล คอมาฮอกกานีโปรไฟล์อ้วน (wide fat) บอร์ดโรสวูด 22 เฟรท แต่ใช้สเกลสเกล.25 นิ้วเหมือนรุ่น Custom อินเลย์รูปดาวเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ PRS รุ่นนี้ วัสดุพลาสติกเทียมเปลือกหอยมุก (pearloid) ปิคอัพ PRS designed คอนโทรลก็มี volume กับ tone อย่างละสองตามปกติ ส่วนบริดจ์เป็นของ TonePros ซึ่งปรับตั้ง intonation ได้ด้วย

กีตาร์รุ่นนี้มีเพียงสีดำเงาอย่างเดียว และวางตลาดอยู่เพียงสองปี อาจไม่นานพอให้คนรู้จักว่ามี PRS รุ่นลายเซ็นมาร์ตี้ด้วยนะ

คู่มือนักล่า : รุ่นนี้เหมือนเอา SE 245 มาใส่อินเลย์ดาว แต่นอกนั้นก็ไม่มีอะไร ถ้าสนใจ SE ทรง Singlecut จริงๆ ไปเล่น SE Marsden หรือไม่ก็ SE 245 แทนก็ได้ งานสวยกว่า หาง่ายกว่าด้วย

PRS SE Mark Holcomb (Periphery)
(2016 – ปัจจุบัน)

Hard tail bridge ไม่มีคันโยก ตัวในรูปเป็นโมเดล 2016 อะไหล่ยังเป็นสีนิเกิลเงินๆอยู่นะครับ
  • Body : mahogany
  • Neck : maple with satin finish
  • Neck profile : wide thin
  • Scale length : 25.5″
  • No. of frets : 24 jumbo
  • Fingerboard : ebony
  • Fingerboard inlay : birds, plastic
  • Fingerboard binding : white plastic
  • Headstock veneer : none
  • Headstock text
    • 2016 : SE Mark Holcomb
    • 2017 – present : PRS signature
  • Truss rod cover text
    • 2016 : PRS
    • 2017 – present : Mark Holcomb
  • Tuners : SE non-locking
  • Bridge : SE plate style (hardtail)
  • Pickups : Seymour Duncan Omega (bridge) and Alpha (Neck)
  • Electronics : 3 way blade, 1 vol, 1 push/pull tone
  • Control knobs : knurled metal
  • Hardware
    • 2016 : nickel
    • 2017 – present : smoked nickel
  • Factory tuning : dropped C (D A F C G C)
  • Factory string guage : 10-52
  • Accessories : gig bag
  • Colors : Holcomb Burst

SE Mark Holcomb เป็นกีตาร์ SE signature ของมือกีตาร์วง Periphery กีตาร์รุ่นนี้ตอนเปิดตัวสร้างกระแสที่ฮือฮามากในต่างประเทศ เนื่องจากสเปคสุดโมเดิร์นและหน้าตาหล่อเหลาไม่เหมือน PRS รุ่นไหนๆมาก่อน

ที่จริงในปี 2015 PRS ได้ผลิต PRS Mark Holcomb ที่เป็นเกรด core USA ผลิตจำนวนจำกัด และถึงเลิกผลิตไปแล้ว ทุกวันนี้ของมือสองก็ยังเป็นที่ต้องการ และราคาขายต่อก็กลับสูงยิ่งกว่าราคามือหนึ่ง (มือสองเริ่มต้นที่ราวๆ 150,000 บาท)

คลิกเทียบสเปคระหว่าง Holcomb Limited กับ SE Holcomb ได้ที่นี่ครับ

PRS Mark Holcomb USA Limited 2015 ลาย quilted maple 10 top เป็นไม้แท้นะครับ ไม่ใช่วีเนียร์
ลายเซ็นอบาโลน headstock veneer ไม้ ebony ดำสนิท ลายเซ็น Paul Reed Smith เลี่ยมด้วยเปลือกหอยสีรุ้ง paua แท้ๆ ไหนจะลูกบิดล็อกสายเสาทองเหลืองใบดำอีก เกรดงานระดับ PRS USA อย่างแท้จริง
PU Seymour Duncan Custom Shop Omega & Alpha ส่วนแซดเดิลเป็นทองเหลือง อะไหล่เฉพาะตัวเกรด core USA อีกเช่นกัน (ของ SE เป็นเหล็ก)

กลับมาว่ากันต่อสำหรับ SE Holcomb ที่ผลิตไม่จำกัด และมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ พอจะซื้อหากันได้ดีกว่านะขอรับ กีตาร์รุ่นนี้ที่จริงก็ใช้พื้นฐานจาก SE Custom 24 นี่แหละ แต่มีการปรับรายละเอียดใหม่หลายอย่าง โครงสร้างที่เป็นพื้นฐานอย่างบอดี้มาฮอกกานี ท็อปเมเปิล คอเมเปิล ยังอยู่เหมือนเดิม

แต่สิ่งที่ SE Holcomb แตกต่างจาก SE Custom 24 มีหลายอย่าง ผมลิสต์ไว้ให้ตามนี้ครับ

  • ท็อปแปะวีเนียร์ลาย quilted maple
  • บอร์ด ebony มีเส้น binding สีขาว
  • เรเดียสบอร์ด 20 นิ้ว แบนกว่า SE CU24 เป็นสองเท่า
  • สเกลยาวขึ้น เป็น 25.5 นิ้ว
  • เฟรทเพิ่มขนาดเป็น jumbo
  • nut สีขาว (พลาสติก)
  • คอเคลือบด้าน
  • ปิคอัพ Seymour Duncan
  • ฝา volume & tone เป็นแบบโลหะกลึง (knurled metal)
  • บริดจ์ hardtail ไม่มีคันโยก
  • มากับสี Hocomb Burst ซึ่งมีเฉพาะ SE รุ่นนี้เท่านั้น

เห็นไหมครับ มันแค่หน้าตาคล้ายๆ SE CU24 แต่เนื้อในมันต่างกันมาก และคงไม่แปลกอะไรที่มีแฟนๆ PRS โดยเฉพาะสายร็อค จะให้ความสนใจกีตาร์รุ่นนี้เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับ Mark Holcomb หรือเปล่าก็ตาม เพราะสเปคถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเล่นแนวโมเดิร์น ไม่ยึดติดกับความวินเทจเดิมๆ อย่างที่ PRS เป็นมาตลอด 10 ปีหลังๆนี้

เริ่มจากบอร์ด ebony ให้เสียงที่คม ตอบสนองไว เรเดียส 20 นิ้วที่แทบจะแบนสนิทเหมาะกับการเล่นโซโล่มากกว่ากำคอเล่นบลูส์ คอเชพบางเคลือบด้านไม่เหนียวติดมือ บริดจ์ hardtail ไม่มีคันโยก ช่วยเพิ่มซัสเทน, เติมเสียงย่านต่ำ, ลดโอกาสสายเพี้ยน, ดูแลรักษาง่ายไม่จุกจิก ซึ่งจากที่ผมลองเล่นมาก็รู้สึกประทับใจในเรื่องของซัสเทน เสียงมันค้างยาว นาน นิ่ง แบบที่ผมก็ไม่เคยเจอจาก SE CU24 หลายๆตัวที่ลองมา ส่วนตัวผมเองคงชอบตรงนี้มากที่สุดในกีตาร์รุ่นนี้

และแน่นอน ปิคอัพ SD Alpha และ Omega ที่ผมลองแล้วให้เสียงคลีนที่ชัดสุดๆ มีความแข็งนิดๆ ย่านกลางค่อนข้างเด่น ตัดคอยล์เด้ง ใส กว่า SE CU24 ส่วนเสียงแตกไม่ต้องพูดถึง gain มาเต็ม ด้วยพลังจากแม่เหล็กเซรามิคคู่แฝดค่า DCR 12.96k พี่มาร์คแกใช้เกนหนักมากในการเล่นสด แถมในวงยังมีมือกีตาร์อีก 2 คน ดังนั้นความชัดเจน (clarity) และความแรง จึงเป็นสิ่งต้องเป็นคุณสมบัติเด่นของปิคอัพและของกีตาร์ทั้งตัว กีตาร์รุ่นนี้ให้ clarity ที่ดีมากจนเล่นดร็อปต่ำมากๆ ก็สบาย

สิ่งหนึ่งที่ช่วยการันตีความเจ๋งของ SE Holcomb คือเจ้าของลายเซ็นก็ใช้กีตาร์ SE รุ่นนี้ออกงานประจำ และใช้บ่อยกว่าตัว USA โดยโมดิฟายเพียงใส่ลูกบิดล็อกสายของ PRS กับเปลี่ยนนัทที่ลื่นกว่านัทพลาสติกคู่ตัว แต่บางตัวไม่โมอะไรเลยก็มี ซึ่งไม่ใช่ศิลปินทุกคนที่จะยอมเอากีตาร์ลายเซ็นเวอร์ชันราคาถูกไปออกงานจริงแบบนี้ ดังนั้น SE Holcomb จึงเป็นกีตาร์ SE รุ่นหนึ่งที่ผมอยากแนะนำเป็นพิเศษครับ

คู่มือนักล่า : SE สายโมเดิร์นที่ครบสุดที่เคยมีมา ถ้าชอบเสียงก็น่าโดน มือสองหัวลายเซ็นในงบสองหมื่นต้นๆก็แฟร์ แต่ถ้าได้ถูกกว่าสองหมื่นคือดีงาม

PRS SE Chris Robertson (Black Stone Cherry)
(2018 – ปัจจุบัน)

ความพิเศษของรุ่นนี้มันอยู่ตรงนี้ครับ น่าเล่นมากๆ
clear knobs ใสๆ เก๋ๆ
ส่วน saddle สีทองๆนั่น คือทองเหลืองนะครับ PRS เอาบริดจ์จากไลน์ core USA มาใส่ให้รุ่นนี้ด้วย เหมือนกับ SE Zach Myers v. 2
สี Black Stone cherry Burst ต้องมีแสงช่วยส่องถึงจะเห็นลายไม้ชัดครับ
บอดี้หนาเต็มพิกัด
  • Body : thick mahogany, Singlecut shape
  • Top : beveled maple top with flamed maple veneer
  • Neck : mahogany
  • Neck profile : wide fat
  • Scale length : 24.5″
  • No. of frets : 22
  • Fingerboard : rosewood
  • Fingerboard inlay : birds, synthetic
  • Fingerboard binding : none
  • Headstock veneer : none
  • Headstock text : Paul Reed Smith SE signature
  • Truss rod cover text : Chris Robertson
  • Tuners : SE non-locking
  • Bridge : PRS adjustable stoptail with brass saddles
  • Pickups : 57/08 “S” (bridge), SE Soapbar (neck)
  • Electronics : 3 way toggle, 2 vol, 2 tone with push/pull bridge tone for bridge PU coil splitting
  • Control knobs : speed, clear
  • Hardware : chrome
  • Accessories : gig bag
  • Colors : Black Stone cherry Burst

หลังจากใช้ PRS ทรง Singlecut มานาน Chris Robertson นักร้องนำและมือกีตาร์แห่งวง Black Stone Cherry ก็ได้ฤกษ์ออกรุ่น SE signature ของตัวเองในปี 2018 ซึ่งแน่นอนว่าก็ใช้พื้นฐานของรุ่น SE 245 ตัวหนาสเกลสั้น 24.5 นิ้ว สเปคตัวกีตาร์ก็คล้ายๆกัน คือบอดี้มาฮอกกานีอย่างหนา (เท่า SE Tremonti (เวอร์ชันมีคันโยก), SE Marsden, SE Myers คอเป็นมาฮอกกานีโปรไฟล์อ้วน บอร์ดโรสวูดมากับอินเลย์นกมาตรฐาน SE และที่ขาดไม่ได้สำหรับ SE ปี 2017+ คือลายเซ็นลุงพอลบน headstock

แต่ความพิเศษมันไม่ได้อยู่ตรงที่ว่ามา แต่เริ่มจากการใช้ปิคอัพ SE Soapbar ที่ตำแหน่ง neck และใช้ปิคอัพรุ่นใหม่ของไลน์ SE คือรุ่น 57/08 “S” ซึ่งเป็นปิคอัพเกาหลีที่ถอดแบบโทนเสียงมาจากปิคอัพรุ่นอเมริกาที่เจ้าตัวใช้ในกีตาร์ SC ตัวแพง และปิคอัพตัวนี้สามารถตัดคอยล์ได้โดยการดึง tone knob ของตำแหน่ง bridge ขึ้น การเลือกปิคอัพแบบนี้ ก็ชัดเจนว่าเป็นกีตารา์ที่ให้สุ้มเสียงสไตล์วินเทจ บลูส์ คลาสสิคร็อก ไปจนถึงฮาร์ดร็อกที่เจ้าของลายเซ็นแกถนัด เพราะปิคอัพ soapbar ซึ่งเป้น singlecoil ก็ให้เสียงที่มีความกลมหวานแต่ไม่อ้วนมากเท่า humbucker ส่วนปิคอัพ 57/08 “S” นั่นก็ให้ย่านกลาง-แหลมที่เด่น และเอาท์พุทไม่แรง ผลผลิตจากแนวคิดลุงพอลในการจำลองเสียงกีตาร์รุ่นตำนานปี 1957

นอกจากปิคอัพแล้ว ความพิเศษอีกอย่างคือบริดจ์ของรุ่นนี้ใช้ PRS adjustable stoptail เวอร์ชันของตัวอเมริกา สังเกตจากแซดเดิลทองเหลืองแบบเดียวกับ PRS Tremonti USA หรือ PRS Hollowbody ทองเหลืองให้โทนเสียงที่ใสมีหางโน้ตที่ไพเราะ ด้วยการเลือกใช้อะไหล่เกรดสูงจึงทำให้กีตาร์ SE รุ่นนี้มีค่าตัวที่สูงกว่า SE 245 อยู่พอสมควร แต่ผมคิดว่า SE Robertson เป็นกีตาร์ PRS SE ที่น่าสนใจมากๆ รุ่นหนึ่งครับ เพราะจากที่ผมเคยลองเล่น SE รุ่นที่ใช้ปิคอัพ soapbar มาบ้าง บอกได้ว่าไม่ผิดหวังแน่นอนสำหรับคนที่ชอบเสียงคลีนหรือเสียงแตกอ่อนๆ หวานๆ ไว้เล่นบลูส์ หรือดนตรีแนวชิลๆ

คู่มือนักล่า : สเปคสวยงาม ถ้าชอบเสียงหวานๆ เล่นบลูส์เล่น classic rock ก็น่าจัด แต่ตัวแทนไทยไม่ได้สั่งมาขาย ถ้าอยากได้ทรงนี้ โทนเสียงสไตล์นี้ หา SE 245 มาโมเองก็ได้

PRS SE Schizoid (Jakko Jakszyk signature)
(2019 limited edition)

ตัวในรูปนี้เป็นรุ่น P24 Trem นะครับ เป็นรุ่นที่เล่นเสียงกีตาร์โปร่งได้ PRS สร้างให้แกโดยเฉพาะ ไม่ทำขาย
ซึ่งเวอร์ชัน SE ก็ใช้ลายจากตัวนี้เป็นต้นแบบ
หลอนซะ
knob แบบใส pickup bobbins สีดำล้วน เพื่อไม่ให้แย่งซีนงาน artwork บนบอดี้
มีตรงนี้ให้เห็นว่าเป็นรุ่นลายเซ็นนะ
  • Body : all mahogany
  • Neck : maple
  • Neck profile : wide thin
  • Scale length : 25″
  • No. of frets : 24
  • Fingerboard : rosewood
  • Fingerboard inlay : birds, synthetic
  • Fingerboard binding : none
  • Headstock veneer : none
  • Headstock text : Paul Reed Smith signature
  • Truss rod cover text : Jakko Jakszyk sugnature
  • Tuners : SE non-locking
  • Bridge : SE tremolo
  • Pickups : 85/15 “S”
  • Electronics : 3 way blade, 1 vol, 1 push/pull tone
  • Hardware : nickel
  • Accessories : gig bag
  • Colors : Schizoid Man artwork
  • No. made : 1000

กีตาร์ SE Schizoid (อ่านว่า สคิด-ซอย) รุ่นนี้ เป็นรุ่นลายเซ็นของ Jakko Jakszyk มือกีตาร์วง King Crimson สเปคกีตาร์โดยพื้นฐานคล้ายกับ SE Standard 24 แต่เปลี่ยนไม้คอจากเมเปิลเป็นมาฮอกกานี กลายเป็น SE Standard ที่ใช้ไม้มาฮอกกานี 100% ตั้งแต่บอดี้ไปถึงคอ และจุดเด่นก็แน่นอน มันคือลายเพนท์บอดี้หลอนประสาทที่เรียกว่า Schizoid Man ซึ่งนำมาจากภาพปกอัลบั้ม In the Court of the Crimson King ซึ่งเป็นผลงานชุดแรกของวง King Crimson เมื่อปี 1969 ด้านข้างและด้านหลังทำสีดำเงาปกติ ไม่มีเส้น binding เหมือนรุ่น SE Standard 24

นอกจากไม้บอดี้แล้ว ปิคอัพและระบบไฟฟ้าต่างๆ ก็เช่นเดียวกับ SE Standard และ SE Custom คือใช้รุ่น 85/15 “S” เนื้อเสียงถอดแบบมาจากปิคอัพรุ่น 85/15 ที่ PRS ใช้อยู่ในเกรด core USA ให้โทนวินเทจที่มีความกลมนิดๆ แต่ไม่ทู่และไม่แหลมจนบาดหู เล่นได้กว้างๆ ตัดคอยล์ได้ bobbins สีดำล้วน ถูกใจคนที่ไม่ชอบลาย zebra นอกจากนี้ปุ่มคอนโทรลบนตัวกีตาร์ก็เลือกใช้แบบใส เพื่อไม่ให้บดบังลาย artwork นั่นเอง

SE Schizoid เปิดจองช่วงต้นปี 2019 และผลิตจำนวนจำกัด 1000 ตัวทั่วโลกเท่านั้น

คู่มือนักล่า : ความเจ๋งอยู่ที่ artwork กับผลิตจำกัดจำนวน แต่ถ้าแค่อยากได้ PRS บอดี้ all mahogany ไว้เพื่อใช้งาน ก็เล่น SE Standard 24 แทนก็ได้ ไม่ต่างกัน

ส่งท้าย

สำหรับกีตาร์ PRS SE signature models ตอนจบไล่จนครบ 18 ศิลปิน ที่เข้ามาและผ่านไปตลอดช่วงเวลา 19 ปี ของกีตาร์ PRS ไลน์ SE หวังว่าเพื่อนๆ จะได้ข้อมูลจากบทความที่ผมเขียนไม่มากก็น้อยนะครับ

ผมมีกลุ่ม Facebook PRS Club Thailand ด้วยนะครับ ไว้แชร์ความรู้คู่ความหลอน พูดคุยเกี่ยวกับกีตาร์ PRS ครับ ใครสนใจเข้ามาหลอนด้วยกัน เชิญคลิกครับ

ขอบคุณที่ติดตามครับ

-หมู ภานุวัฒน์-