วันอังคาร, พฤศจิกายน 12, 2019
Home > PRS Guitars > กีตาร์ PRS – ความเป็นมาและกีตาร์รุ่นต่างๆ

กีตาร์ PRS – ความเป็นมาและกีตาร์รุ่นต่างๆ

ผมไม่ได้เล่นกีตาร์เป็นอาชีพ แต่เคยมีกีตาร์รุ่นสูงๆในครอบครองอยู่บ้าง จากที่เคยเก็บข้อมูลก่อนซื้อไปจนถึงช่วงเวลาที่ใช้งาน ก็ทำให้ได้รู้จักกีตาร์บางรุ่นบางยี่ห้อพอสมควร ผมจึงอยากจะแชร์ประสบการณ์นั้นกับเพื่อนๆ เผื่อจะมีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหาข้อมูลหรือกำลังตัดสินใจเลือกซื้อ ผมจะทยอยเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของกีตาร์พวกนั้นนะครับ 

ผมขอเริ่มจากแบรนด์กีตาร์ที่ผมชอบมากที่สุดและเคยซื้อหามาเล่นครับ มันคือ Paul Reed Smith หรือที่เพื่อนๆรู้จักกันในชื่อ PRS นั่นเองครับ

PRS ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1985 โดย Mr. Paul Reed Smith ที่เมือง Stevensville รัฐ Maryland สหรัฐอเมริกา เป็นยี่ห้อที่มีดีไซน์และงานตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะ inlay รูป “นก” บนฟิงเกอร์บอร์ด ก่อนจะมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์กีตาร์ที่นักกีตาร์ใฝ่ฝันอยากครอบครองมากที่สุดแบรนด์หนึ่งนั้น ลุงพอลสร้างชื่อเสียงจากช่างทำกีตาร์โนเนมด้วยการสร้างกีตาร์แฮนด์เมดงามๆ เอาไปให้ศิลปินดังๆ ของยุค 70s เล่น หนึ่งในนั้นคือ Carlos Santana, Peter Frampton, Howard Leese, Neal Schon ได้เล่น ซึ่งเมื่อผู้คนเห็นกีตาร์ของคุณลุงที่ศิลปินดังเล่น ก็เกิดความสนใจอยากรู้จักและพากันไปสั่งทำบ้าง จนลุงพอลแกผันตัวจากการเป็นช่างทำกีตาร์ตามสั่งมาเป็นแบรนด์ผู้ผลิตจริงจังด้วยการเปิดตัวกีตาร์รุ่น Custom 24 เมื่อปี ค.ศ. 1985 จึงมีเงินทุนสำหรับขยายกิจการตั้งโรงงานผลิตเล็กๆ จากนั้นกิจการโตวันโตคืน จนในปี 1995 แบรนด์ PRS ก็มีโรงงานแห่งใหม่ขนาดใหญ่ที่มีเครื่องจักรทันสมัย ผลิตกีตาร์ PRS USA สวยๆมาให้คนรักกีตาร์น้ำลายหกกันจนถึงทุกวันนี้
แม้ PRS จะเริ่มต้นจากการผลิตกีตาร์ hi-end ในอเมริกาและมีราคาสูง (ปัจจุบัน รุ่นเรือธงอย่าง Custom 24 ราคา ณ เดือนกันยายน 2560 อยู่ที่ประมาณตัวละหนึ่งแสนบาทต้นๆ) แต่ PRS ก็ใส่ใจความต้องการของลูกค้าซึ่งมีหลากหลายความต้องการ PRS จึงแยกไลน์ผลิตกีตาร์เป็นหลายระดับราคา เรียงลำดับราคาจากต่ำไปสูงได้ดังนี้ครับ



SE Standard 

กีตาร์ในไลน์ SE Standard (SE ย่อมาจาก Student Edition) เป็นรุ่นราคาประหยัดที่ผลิตในอินโดนีเซีย ราคาหมื่นกลางๆ จุดสังเกตหลักๆคือ กีตาร์ในช่วงราคานี้จะดูดิบๆ พวกอะไหล่ ปิคอัพ ส่วนประกอบหลักๆ จะแชร์กับไลน์ที่ผลิตในเกาหลี บอดี้ไม้มาฮอกกานีทำสีทับ แต่ไม่มีการแปะลายไม้ maple veneer บนบอดี้กีตาร์ สำหรับกีตาร์ในไลน์นี้จะเป็นพวก SE Standard 24, SE Standard 22, SE Standard 245 เป็นต้น ผมว่า กีตาร์ในกลุ่มนี้ ตัวที่ทำสีทึบก็สวยไปอีกแบบ และได้ความคุ้มค่าคุ้มราคาดีครับ

SE 

เขยิบขึ้นมาอีกนิดกับรุ่นผลิตในเกาหลี (แต่ในปี 2018 เริ่มมีผลิตในอินโดนีเซียบ้างแล้ว ที่พบก็มี SE Custom 24) ซึ่งเป็นที่นิยมมากในบ้านเรา เนื่องจากงานสวยกว่าคู่แข่งหลายๆเจ้า ราคาคุ้มค่า และดูละม้ายคล้ายรุ่น USA มากขึ้น (ดูหรูขึ้นว่างั้นเถอะ ยิ่งปี 2017 นี้มีการอัพเกรด เพิ่มลายเซ็นลุงพอลบน headstock ให้ด้วย) ราคาประมาณสองถึงสามหมื่น กีตาร์ในกลุ่มนี้ก็จะมีรุ่น SE Custom 24, SE Custom 22, SE 245 รวมถึงรุ่นลายเซ็นของศิลปินส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในไลน์นี้ เช่น SE Tremonti Custom, SE Santana, SE Orianthi, SE Mark Holcomb นอกจากนี้ PRS SE ยังมีกีตาร์โปร่งด้วยนะครับ ซึ่งสำหรับในปี 2018 (2561) นี้ก็มีการเปิดตัวกีตาร์โปร่ง SE 6 รุ่น

 

S2

ย่อมาจาก Stevensville 2 เป็นไลน์ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2013 เป็นรุ่นราคาเริ่มต้นสำหรับ PRS ที่ผลิตในโรงงานเมือง Stevensville รัฐ Maryland สหรัฐอเมริกา เริ่มใช้อะไหล่ดีขึ้น เช่น ลูกบิดล็อกสาย control knobs แบบ USA และผลิตขึ้นโดยช่างของ PRS ที่โรงงานในแมรีแลนด์เลย ราคาเริ่มต้นของ S2 อยู่ที่ประมาณสี่หมื่นกลางๆ ดีไซน์ของ S2 ที่แตกต่างจากไลน์อื่นๆ คือ การใช้ไม้เมเปิลท็อปแท้ (สำหรับรุ่นที่ไม่ใช่ S2 Standard)  แต่ไม่เน้นลวดลายมากนัก และใช้กรรมวิธีปาดเหลี่ยมบอดี้ (bevel) โมเดลหลักๆของไลน์นี้ก็เช่น S2 Custom 22 – 24, S2 Standard 22 – 24, S2 Vela

แต่ต้องบอกเพื่อนๆไว้ก่อนว่ามีหลายสิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ S2 ซึ่งแตกต่างจาก core line อยู่มากพอสมควรตั้งแต่นอกจรดใน รายละเอียดต่างๆ ของ S2 ผมอธิบายไว้หมดแล้ว คลิกอ่านได้ที่นี่ครับ

      


Bolt-on

เป็นรุ่น USA ระดับสูงขึ้นมาจาก S2 หน้าตาดูใกล้เคียงกับ core models มากขึ้น คือใช้ไม้เมเปิลทอปที่มีส่วนโค้งมนมากขึ้นที่เรียกว่า modified carve มีขอบไบดิ้งเหมือนกัน แต่ลายไม้ท็อปจะเป็นเกรดเดียวกับ S2 (คือไม่เน้นลายสวย) เอกลักษณ์ของรุ่นนี้ก็ตามชื่อ คือคอทำจากไม้เมเปิ้ลและยึดคอกับบอดี้ไว้ด้วยน็อต (bolt) มีแผ่นเพลทโลหะประกบ (คล้ายกีตาร์ Fender) รุ่น Bolt-on สนนราคาอยู่แถวๆเจ็ดหมื่นกว่าบาท ปัจจุบันมีรุ่น CE 24, CE 24 Standard Satin (CE ย่อมาจาก Classic Electric) อันที่จริง CE เคยอยู่ในสายการผลิตเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อนก่อน แต่เลิกผลิตไปในช่วงต้นปี 2000

      
Core
 
รุ่นมาตรฐานต้นตำรับของ PRS มีความสวยงามสมราคา (แต่มาปีหลังๆนี่ ต้องเลือกกันหน่อยครับ ไม้สวยๆหายากขึ้น ราคาสูงขึ้น จะหวังให้รุ่นมาตรฐานยังมีลวดลายอย่างสมัยห้าปีสิบปีก่อนนี่ ตอนนี้ยากแล้วครับ) ใช้ไม้เมเปิ้ลท็อปเกรดดี เก็บรายละเอียดดีมาก อะไหล่ USA ไม่มีเกาหลีปน พวกรุ่นเรือธงสร้างชื่อที่อยู่ในไลน์นี้ก็พวก Custom 24, Custom 22, Floyd 24, Hollowbody, McCarty, McCarty 594, SC 245, SC 594 พวกรุ่นลายเซ็นเวอร์ชั่นออริจินอล เช่น Tremonti, DGT, Santana รวมถึงรุ่นที่มีปิคอัพหรือการจัดวางระบบไฟฟ้าแหวกแนวอย่างพวก 509, 513, 408, Paul’s Guitar
 

  

Limited Edition

เป็นรุ่นผลิตจำนวนจำกัด บางครั้งก็จำกัดจำนวนที่จะผลิต บางครั้งจำกัดระยะเวลารับออเดอร์ กีตาร์ในกลุ่มนี้มีตั้งแต่เกาหลี USA Signature เท่าที่เห็นมาสเปคกีตาร์ลิมิเต็ดมักจะไม่ได้พิสดารอะไรมาก แต่มักจะเป็นการปรับเปลี่ยนสเปคบางอย่างจากมาตรฐาน เช่น ทำสีพิเศษ เพิ่ม/ลดสเกลคอ ลงปิคอัพตัวอเมริกา(กรณีเป็นกีตาร์ที่สเปคต่ำกว่า Core) และบางครั้งบริษัทก็ขยายการผลิตกีตาร์ลิมิเต็ดที่สเปคสูงๆบางรุ่น ลงไปสู่ไลน์ Core หรือ SE (โดยมีการลดสเปคลง) ซึ่งตรงนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจนะครับว่าเขาได้แพลนไว้แล้วว่าจะทำ mass production หรือว่ารอดูการตอบรับของตลาดจากยอดขายเวอร์ชั่นลิมิเต็ดก่อน หรืออาจเป็นไปได้ทั้งสองกรณี

มันก็ยากเหมือนกันนะครับถ้าจะให้จัดกีตาร์ในกลุ่มนี้โดยเรียงตามลำดับราคา เพราะมันอาจจะเป็นรุ่นเกาหลีที่แค่แปะไม้ลายแปลกๆ อาจเป็น Custom 24 ที่แค่เพนท์สี fade หรืออาจไปถึงรุ่นพระกาฬตัวละล้านอย่าง Dragon 2002

อันนี้ผมจัดระเบียบของผมเองนะครับ เพราะค่ายนี้เขาก็ไม่ได้จัด grouping กีตาร์ชัดเจนเท่าไหร่นัก

 

Private Stock

ไลน์ที่เป็นที่สุดของแบรนด์ (ถ้าไม่นับพวกลิมิเต็ดสะสมขึ้นหิ้ง) จะเรียกว่าเป็น Custom Shop ของ PRS ก็ว่าได้ กีตาร์ในไลน์การผลิตนี้จะรับทำตามออเดอร์ของลูกค้าเป็นหลักซึ่งมักจะมีความแปลกแหวกแนว อาจเลือกใช้ไม้แตกต่างจากสเปคปกติของรุ่นนั้นๆ บางทีก็ใช้วัสดุประดับแปลกๆ ทำ inlay ตามใจฉัน ใช้เลย์เอาท์การวางคอนโทรลแปลกๆ จัดวาง/ผสมปิคอัพตามใจลูกค้า ใช้สเกลไม่ตรงรุ่น เพิ่มจำนวนสาย บลาๆๆๆ PS แต่ละตัวจึงมีความ unique เฉพาะตัวจนแทบไม่ซ้ำกัน

นอกจากรับทำตามออเดอร์ของลูกค้าแล้ว แผนก PS ยังผลิตกีตาร์รุ่นลายเซ็นให้กับศิลปินบางคนด้วย เช่น John Mayer Super Eagle, Al Di Meola, Dweezil Zappa เป็นต้น

ส่วนราคาเริ่มต้นก็มากพอจะเอาไปดาวน์รถยนต์ได้สบายๆ

 https://worldguitars.co.uk/wp-content/uploads/2016/08/prs_privatestock_gotm_8string-3.jpg

 
 
 

นอกจากกีตาร์แล้ว PRS ยังมีเบสและแอมป์ด้วย ทั้งระดับ SE, Core, และ PS แต่รุ่นสินค้ายังมีไม่มากนัก และผมก็สังเกตว่าไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจสินค้าทั้งสองกลุ่มนี้ของ PRS เท่าไหร่นัก เพราะดูเหมือนหลายแบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดเบสและแอมป์ต่างก็ขยันพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์ลูกค้าอยู่ตลอดอยู่แล้ว ซึ่งสำหรับ PRS ผมคิดว่าคงต้องขยันทำตลาดกว่านี้หน่อย

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากทำความรู้จักแบรนด์ PRS มากกว่านี้ แนะนำอ่านบทความนี้ดูครับ ผมเขียนอธิบายว่าทำไมอินเลย์บนฟิงเกอร์บอร์ดของกีตาร์ยี่ห้อนี้
https://www.moopanuwat.com/2018/01/16/prs-bird-inlay-part-1-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%81/

และผมก็ตั้งกลุ่ม facebook สำหรับแชร์ความรู้เกี่ยวกับกีตาร์ PRS รวมถึงเป็นตลาดซื้อขายด้วย สนใจคลิกครับ

Facebook Comments